MPEG และ MP3 มันคืออะไร?

หลายคนอยากรู้วิธีแปลงไฟล์พวกmulitmediaชนิดต่างๆ หรือจะเรียกเป็นทางการว่า การเข้ารหัสใหม่(re-encoding), การเข้ารหัส(encode) ว่าทำกันยังไง ไฟล์มีหลายชนิดเหลือเกิน ทำไม่เป็น หรือทำได้แต่ไม่เนี๊ยบ ส่วนสำคัญนั้นเพราะว่าพวกเรานั้นขาดพื้นฐาน ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจความแตกต่างของmultimedia files แต่ล่ะประเภท ดังนั้นเราก็มาดูกันซิว่า ที่จริงแล้วมันเป็นยังไง อันนี้จะยกแค่ส่วนที่คิดว่าใช้บ่อยมาเสนอ

บทความต่อไปนี้ได้คัดลอกมาจาก wikipedia ประเทศไทย ทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่ามีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว ต้องขอขอบคุณไว้นะที่นี้

http://th.wikipedia.org/wiki/MPEG

http://th.wikipedia.org/wiki/MP3

MPEG

  • MPEG (Moving Picture Expert Group)

  • ITU-T (The ITU Telecommunication Standardization Sector) เป็นหน่วยที่มีหน้าที่ออกมาตรฐานทางโทรคมนาคม ของ ITU (International Telecom Union)

มาตรฐานที่ออกโดย MPEG กับ ITU-T มีบางอย่างซ้อนทับกัน แต่จะยึดตาม MPEG เป็นหลัก ดังนี้

MPEG-1

เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับวิดีโอ กำเนิดอย่างเป็นทางการในช่วงปี 93 นำไปใช้ในวีซีดี มีเทคโนโลยีที่พัฒนาตาม MPEG-1 ดังนี้

  • MP3 ไม่ได้เป็น MPEG-3 อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ ใน MPEG-1 จะแบ่งเป็นหลายส่วน เช่น ส่วนของภาพ ส่วนของเสียง ส่วนของมีเดีย สามารถหยิบเฉพาะบางส่วนไปใช้งานจริงได้ และส่วนของเสียงใน MPEG-1 คือส่วนที่เรียกว่า Layer 2 และ Layer 3 ซึ่ง Layer 2 นั้นตกสมัยไปแล้ว ส่วน MPEG-1 Layer 3 ก็คือ MP3 นั่นเอง

  • Ogg Vorbis เป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแทนที่ MP3 เนื่องจากใน ค.ศ. 1998 สถาบัน Fraunhofer ในเยอรมนี ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรวิธีการบีบอัดข้อมูลใน MP3 ประกาศเตรียมคิดค่าใช้งาน จึงมีกลุ่มพัฒนามาตรฐานใหม่เพื่อมาแทน MP3 และให้มาตรฐานใหม่นี้เป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain). ในปี ค.ศ. 2002 Ogg Vorbis 1.0 ก็เสร็จสมบูรณ์ และกลายเป็นหนึ่งในฟอร์แมตเสียงหลักที่ทุกโปรแกรมต้องมี. ไฟล์นามสกุล .ogg

  • มาตรฐานอื่นๆ ที่เทียบเคียง MP3 ได้ก็มี ATRAC ของโซนี่, AC-3 ของ Dolby Digital, mp3PRO และ Windows Media Audio (.wma) ของไมโครซอฟท์

MPEG-2

ปีค.ศ. 1994 มาตรฐาน MPEG-2 ถูกใช้กับดีวีดี ความแตกต่างกับ MPEG-1 ก็มีไม่มากนัก ยกเว้นเรื่องการเข้ารหัส/ถอดรหัสที่ใช้วิธีทันสมัยมากขึ้น

MPEG-3

เป็นมาตรฐานที่เตรียมใช้กับ HDTV (High Definition Television หรือโทรทัศน์ความละเอียดสูง) แต่สุดท้ายไม่ได้ใช้ เพราะพบว่าแค่เทคโนโลยี MPEG-2 ที่มีอยู่เดิมเพียงพอสำหรับ HDTV แล้ว

MPEG-4

เป็นส่วนขยายของ MPEG-1 เพื่อรับรูปแบบมัลติมีเดียต่างๆ เช่น 3D หรือการเข้ารหัสที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น MPEG-4 แบ่งออกเป็นหลายส่วนตามหน้าที่แต่ละส่วน และทาง MPEG จะปล่อยให้ผู้ผลิตซอพท์แวร์เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมที่ใช้จริงๆ เอง ไม่จำเป็นต้องตาม MPEG-4 เต็มชุดก็ได้ พัฒนาได้เป็นบางส่วนก็พอ (แบบเดียวกับ MP3 ที่หยิบแต่ส่วนออดิโอไปทำ)

เทคโนโลยีสำคัญใน MPEG-4

MPEG-4 part 2

รับผิดชอบกับการจัดการด้านภาพ ฟอร์แมตวิดีโอสำคัญๆ หลายตัวอิมพลีเมนต์ตาม part 2 นี้

  • DivX ผู้พัฒนา MPEG-4 part 2 รายแรกๆ คือไมโครซอฟท์ (.asf) และ DivX ในยุคแรกๆ ก็เป็นเวอร์ชันที่แฮค .asf ให้เก็บเป็น .avi ได้ ในภายหลัง DivX ได้แก้ไขให้เป็นอัลกอริทึมของตัวเอง และแจกให้ใช้ฟรี (binary) ส่วน source นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท DivXNetworks ซึ่งก่อตั้งโดยบรรดาแฮกเกอร์ที่แฮกไมโครซอพท์ ปัจจุบัน DivX ได้รับความนิยมสูงมากโดยเฉพาะโลกของหนังที่เข้ารหัสใหม่ (rip) มาจากดีวีดี และอะนิเมะแฟนซับ เพราะได้คุณภาพเท่าดีวีดีในขนาดเท่าซีดี

  • XviD เมื่อ DivXNetworks ได้รับความนิยม ก็โอเพ่นซอร์สข้อมูลบางส่วนใต้โครงการ OpenDivX และมีนักพัฒนาสนใจใช้งานกันเยอะ แต่ภายหลัง DivXNetworks ได้เปลี่ยนใจ หยุดพัฒนาโครงการ OpenDivX ทางชุมชนจึงแก้ปัญหาโดยการพัฒนารูปแบบการเข้า/ถอดรหัส (codec) ที่เป็นโอเพ่นซอร์สขึ้นมาแข่งกับ DivX และใช้ชื่อชนกันโต้งๆ ว่า XviD (เขียนกลับหลัง) ระดับความนิยมนั้นใกล้เคียงกับ DivX

  • Ogg Theora เป็นฟอร์แมตวิดีโอของโครงการ Org ที่พัฒนา Ogg Vorbis โดยเรียกว่า Ogg Theora แต่การพัฒนายังไม่เสร็จสมบูรณ์

  • QuickTime 6 ฟอร์แมตที่ใช้ดูตัวอย่างหนังของแอปเปิล ก็รวมอยู่ใน part 2 รวมทั้ง Windows Media Video 9 (.wmv)

MPEG-4 part 3

รับผิดชอบการจัดการกับเสียง

  • AAC (Advance Audio Coding) เป็นการอิมพลีเมนต์ตาม MPEG-4 part 3 โดยแอปเปิล ซึ่งอ้างว่า AAC ที่บิทเรต 96 kbps มีคุณภาพเทียบเท่ากับ MP3 ที่ 128 kbps เทคโนโลยีนี้นำไปใช้กับเพลงที่ขายในร้านจำหน่ายเพลงออนไลน์ iTunes Music Store นามสกุลไฟล์ในฟอร์ตแมตนี้จะเป็น .aac, .mp4 และ .m4a

MPEG-4 part 10

จัดการกับการเข้ารหัสวิดีโอระดับสูง (Advance Video Coding)

  • H.264

· เป็นมาตรฐานที่ซ้อนกับ ITU-T โดย H.264 เป็นชื่อของ ITU-T และ AVC เป็นชื่อของทาง MPEG เท่านั้นเอง มีความสามารถในการเข้ารหัสวิดีโอที่สูงกว่า MPEG-4 part 2 มาก ปัจจุบันเพิ่งเริ่มนำมาใช้งาน โดยแอปเปิลจะนำไปใช้ใน QuickTime 7 และ MacOSX 10.4 Tiger นอกจากแอปเปิลแล้ว H.264 เริ่มถูกนำไปใช้ในระบบทีวีแบบใหม่ของญี่ปุ่นและยุโรป และฟอร์แมตแผ่นดิสก์ในยุคหน้าทั้ง Bluray กับ HD-DVD

MPEG-7

MPEG-7 ไม่ใช่มาตรฐานเกี่ยวกับภาพและเสียงเหมือนอันอื่นๆ แต่เป็นมาตรฐานที่ใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวมีเดีย (metadata) เช่น หนังแผ่นนี้ชื่ออะไร หรือถ้าหนังเล่นมาถึงตอนนี้ ให้เล่นเพลงนี้ พร้อมขึ้นซับไทเทิลไฟล์นี้ เป็นต้น เก็บข้อมูลเป็น XML

MPEG-21

เป็นมาตรฐานมัลติมีเดียในอนาคต มุ่งเน้นการใช้งานมัลติมีเดียผ่านเครือข่าย ปัจจุบันอยู่ในสถานะร่าง

MP3

MP3 (เอ็มพีสาม หรือ เอ็มพีทรี) เป็นวิธีการเข้ารหัสสัญญาณเสียงดิจิตัลที่เป็นที่นิยมแบบหนึ่ง ใช้การบีบอัดข้อมูลแบบมีการสูญเสียข้อมูลบางส่วน หรือ lossy ออกแบบมาเพื่อใช้ลดปริมาณข้อมูลเสียงให้เหลือเพียงเล็กน้อย (ส่วนมากจะได้ที่อัตรา 10 ต่อ 1) แต่ข้อมูลที่ลดลงมานี้ก็ยังให้คุณภาพเสียงที่ดีใกล้เคียงกับสัญญาณเสียงต้นฉบับโดยทดสอบกับผู้ฟังส่วนใหญ่ ในการใช้งานส่วนใหญ่คำว่า MP3 จะเป็นกล่าวอ้างถึงไฟล์ที่ใช้เก็บเสียงหรือดนตรีในรูปแบบ MP3 บนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องเล่น MP3

คำว่า MP3 ได้มาจากคำว่า "MPEG-1 Audio Layer 3" หรือในคำที่เป็นทางการว่า "ISO/IEC 11172-3 Layer 3" อย่างไรก็ตามไฟล์นามสกุล ".mp3" บางไฟล์ก็ใช้การเข้ารหัสแบบใหม่ที่มีชื่อว่า "MPEG-2 Audio Layer 3" หรือ "ISO/IEC 13818-3 Layer 3"

MP3 เป็นรูปแบบการบีบอัดข้อมูลแบบมีการสูญเสียข้อมูลบางส่วน ใช้แทนข้อมูลเสียงที่เข้ารหัสแบบ PCM ให้มีขนาดที่เล็กโดยตัดข้อมูลบางส่วนที่พิจารณาแล้วว่าระบบการได้ยินของมนุษย์เกือบจะไม่สามารถรับฟังได้ (แนวคิดนี้คล้ายกับการบีบอัดข้อมูลภาพแบบ JPEG) วิธีการต่างๆที่ช่วยให้สามารถตัดข้อมูลบางส่วนออกไปได้ได้ถูกนำมาใช้กับ MP3 รวมทั้ง psychoacoustics ข้อมูลเสียงแบบ MP3 สามารถบีบอัดให้มีขนาดที่แตกต่าง หรือมี อัตราบิท ที่หลากหลายขึ้นกับขนาดของข้อมูลและคุณภาพเสียง

เป็นรูปแบบไฟล์ที่เป็นการบีบอัดข้อมูลแบบมีการสูญเสียข้อมูลบางส่วนออกมา เพื่อให้ปริมาณข้อมูลลดลง แต่ยังคงคุณภาพใกล้เคียงกับสัญญาณเสียงเดิม อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่เป็นเพียงเล็กน้อย และในการเข้ารหัสแบบ MP3 เป็นการเข้ารหัสของเพลงเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้สามารถใช้เนื้อที่ได้มากขึ้น และสามารถรวบรวมไฟล์เพลงหลายๆไฟล์มารวมอยู่ในรูปของ MP3 ทำให้ไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูล

ข้อดีของการเก็บไฟล์ในรูปแบบ MP3

  • เนื่องจากไฟล์ MP3 เป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็ก ดังนั้นจึงใช้พื้นที่ในการเก็บน้อย

โปรแกรมที่ใช้เล่นไฟล์ MP3 ก็เช่น โปรแกรม Windows Media Player และโปรแกรมนี้ก็จะมีมากับเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ไม่ต้องไปหา Download ใหม่(แต่ต้องเป็น windows 98 ขึ้นไป)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าสนใจมากครับ

#1 By Anti Virus on 2007-05-20 19:36

ขอบคุณมากครับ

#2 By blackperl on 2007-05-25 14:33

โอ ขอบคุณมากค่ะ ความรู้เยอะจังเลยค่ะ

#3 By toomski on 2007-07-10 15:12

อยากทราบวิธีการแปลงไฟล์ MP3 ใหเป็น Karaoke คือต้องการหั้ยมีแต่เสียงดนตรีอะคะ ไม่ต้องมีภาพ พอดีจะไปแข่งร้องเพลงคะ เขาหั้ยหามาแต่ทำไม่เป็นช่วยหน่อยนะคะ ถ้าใครรู้ช่วยส่งวิธีทำมาที่ Choresterol_infinity@hotmail.com ด้วยนะคะ ขอบคุณ

#4 By ::::Cholesterol::::*~ (125.25.139.246) on 2007-08-18 18:54

#4 : ถ้าต้องการตัดเสียงร้องออกจากmp3ล่ะก็ ขอบอกว่าทำไม่ได้ครับ (ไอ้ที่บอกว่าทำได้กันนั้น ไม่จริงนะครับ มันแย่มากถึงมากที่สุดเลยทีเดียว)
คงต้องใช้Karaokeจริงๆแล้วล่ะครับ เพราะยิ่งเอาไปประกวดด้วยแล้ว ดนตรีดีๆ ก็ดึงคะแนนได้เยอะ

#5 By ฮาโอ on 2007-08-19 21:01

double wink wink surprised smile question tongue confused smile big smile

#6 By (58.10.27.184) on 2007-11-28 09:51

kwugdoashdf.asdf 8qojdasddk

#7 By (58.10.27.184) on 2007-11-28 09:51

แปลงไฟล์ MP4 เป็น avi

#8 By (58.10.27.184) on 2007-11-28 09:52

Hmm....That alot of knowled thank!!

#9 By muse (58.10.90.142) on 2007-12-06 08:55

ดีจิงๆ

#10 By The Gunner on 2008-05-12 17:30

good.......thank

#11 By 101man (125.26.189.167) on 2008-05-13 16:04

#12 By (222.123.189.216) on 2008-07-11 13:20

เยี่ยมจริงๆ ข้อมูลแน่นมาก ขอบคุณหลายๆเด้อ......open-mounthed smile confused smile big smile

#13 By NUM (222.123.189.216) on 2008-07-11 13:21

สุดยอดมาก เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ต้องทำความเข้าใจมากหน่อย เพราะไม่มีพื้นฐานด้านนี้เลย ตอนนี้ก็ขออ่านหลายๆรอบก่อนdouble wink double wink

#14 By XXX (58.64.82.18) on 2008-08-08 01:59

ตายแระ..เรียนลัดหัว ลัดท้าย..ทำก่อนแล้วค่อยมาอ่านพื้นฐานบทที่ ๑..เลยเก่งซ๊าาาquestion

#15 By indira on 2009-02-03 04:02

ทำไมแปลงไฟน์จาก AVI เป็น MPEG แล้ว พอไรท์ลงแผ่น CD กับอ่านไม่ได้ แถมยังเป็นไฟล์ AVI เหมือนเดิม เล่นก็ไม่ได้ เราก็ทำตามตัวอย่างที่เค้าบอกนะ แต่ทำไมยังทำไม่ได้ ไม่เข้าใจเลย ค่อยแนะนำเราหน่อยได้ไหม จะได้มาปรับปรุงในส่วนที่ยังทำผิดอยู่

ขอบคุณล่วงหน้า (ช่วยสอนหน่อยนะ )confused smile confused smile confused smile

#16 By hunso (222.123.100.49) on 2009-04-21 20:36

ขอบคุณมากครับ

#17 By Download เพลง mp3 (112.143.7.62) on 2009-07-16 02:47

ชอบมากครับ

#18 By Download เพลง mp3 (112.143.53.207) on 2009-07-16 19:51

ชอบมากครับ

#19 By Download All Mp3 (203.156.6.108) on 2009-07-18 03:33

แจ่มมากครับ

#20 By Download All Mp3 (203.156.6.108) on 2009-07-18 08:34

ขอบคุณมากครับ

#21 By Bracelet Silver Watch (203.156.6.108) on 2009-07-18 08:38

แหล่มเลยครับ

#22 By เพลง Mp3 เจ๋งๆ (203.156.6.108) on 2009-07-18 09:05

ชอบมากครับ

#23 By โหลดเพลงฟรี (58.147.54.114) on 2009-09-09 12:47

ชอบมากครับ

#24 By โหลดเพลงฟรี (222.123.179.36) on 2009-10-31 11:19

คือเราไม่เข้าใจเลย เอางี้น่ะ
ถามดื้อๆเลย คลิปที่โหลดมาเป็นสกุล .flv จะแปลงเพื่อไปดูกับ เคื่องเล่น dvd ต้องแปลงไฟร์เป็นอะไรค่ะ

#25 By แอล (117.47.7.61) on 2009-11-22 22:03